วันเสาร์, 5 เมษายน 2568

พระอาจารย์บุญเดช ญาณเตโช วัดถ้ำแสงธรรม (ภูลังกา) อ.บึงโขงหลง จ.บึงกาฬ

ประวัติและปฏิปทา
พระอาจารย์บุญเดช ญาณเตโช

วัดถ้ำแสงธรรม (ภูลังกา)
ต.โพธิ์หมากแข้ง อ.บึงโขงหลง จ.บึงกาฬ

พระอาจารย์บุญเดช ญาณเตโช วัดถ้ำแสงธรรม ต.โพธิ์หมากแข้ง อ.บึงโขงหลง จ.บึงกาฬ
พระอาจารย์บุญเดช ญาณเตโช วัดถ้ำแสงธรรม ต.โพธิ์หมากแข้ง อ.บึงโขงหลง จ.บึงกาฬ

พระอาจารย์บุญเดช ญาณเตโช​ กำเนิดในสกุล​” ภาโนมัย” เมื่อวันที่ ๒๙ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๐๗ (มีวันคล้ายวันเกิดเพียงครั้งเดียว ในช่วง ๔ ปี) ท่านเกิดเวลาเที่ยงคืน วันอังคาร ขึ้น ๗ ค่ำ เดือน ๕ ปีมะโรง โยมบิดาชื่อ นายทอง ภาโนมัย โยมมารดาชื่อ นางทองสุข ภาโนมัย มียายชื่อ กอง ท่านเป็นบุตรคนโต มีน้อง ๒ คน ตามลำดับ ดังนี้
๑. พระอาจารย์บุญเดช ญาณเตโช
๒. พระไพบูลย์ วาระธัมโม
๓. นางละไม​ ภาโนมัย (สกุลเดิม ปัจจุบัน แต่งงานแล้ว อยู่ต่างประเทศ)

พระอาจารย์บุญเดช ญาณเตโช ท่านเกิด ณ บ้านน้ำเที่ยง อำเภอเสลภูมิ จังหวัดร้อยเอ็ด ในตระกูลของผู้ประกอบอาชีพเกษตรกรรม ปลูกพืชต่าง​ ๆ ทำนา ทำสวน เลี้ยงเป็ด ไก่ วัว ควาย โดยยึดการทำนาเป็นอาชีพหลักเหมือน​ ๆ กับผู้อื่นในละแวกบ้านนั้น ความที่ท่านเป็นบุตรคนแรกของครอบครัว จึงเป็นที่รักใคร่ ชื่นชมยินดีของบิดา มารดาและพวกญาติ​ ๆ ท่านได้รับความอบอุ่น ความรัก ความเอาใจใส่ในการเลี้ยงดูอย่างใกล้ชิดทั้งจากบิดามารดา และคุณยายกองผู้คอยอบรมดูแลมาจนท่านเติบใหญ่

ระลึกชาติได้ตอน ๓ ขวบ ถูกจับถ่วงน้ำ
ตอนอายุ ๓ ขวบ ระลึกชาติได้ ว่าพ่อในชาตินี้ เคยเป็น เพื่อนนักรบถือดาบกันมา ในชาติก่อน จึงไม่ได้เรียกพ่อว่าพ่อ แต่เรียกชื่ออย่างสนิทว่า “ไอ้ทอง” สัญญาอันเก่ามันติดตัวมาในชาตินี้​ ที่นี้ เรียกพ่ออย่างสนิทเป็นเพื่อนอย่างนั้น นานวันเข้า ทางบ้านจึงไปปรึกษา หมอพราหมณ์ ในหมู่บ้านคนอีสานเรียก พราหมณ์​กะจ้ำ
เขาว่า​ โอ้คนอัปรีย์จัญไรแบบนี้ บ่ได้​ ต้องทำให้มันลืม ต้องทำให้มันเรียกพ่อ โอ้​ หาว่าเราเป็นคนอัปรีย์จัญไร​ แต่เราก็ไม่รู้​ ประมาณกลางเดือน ๗​ น้ำกำลังมาก ตอนนั้นอาตมา 3 ขวบ พราหมณ์​กะจ้ำบอกว่า​ วิธีการทำง่าย​ ๆ​ ก็คือทำเป็นแพ​ โดยเอาต้นกล้วยมาต่อ​ ๆ​ กันแล้วก็เอาธงปัก ๔ ทิศ​ เอาข้าวดำ​ ข้าวแดง​ ข้าวเหลือง​ ข้าวอะไรก็เรื่องของเขา​ แล้วก็เอาไปหมุนไปจับหมุน​ ๆ​ ถามว่าพ่อยอมไหม​ แม่ยอมไหม​ ญาติพี่น้องยอมไหม​ เขาก็บอกว่ายอมหมด​
ทีนี้เขาถามว่าจำได้แล้วหรือยังว่านี่ใคร​ “ไอ้ทอง”
จำคนนี้ได้ไหมเขาชี้ที่แม่ เฮ้ยนี่มันเพื่อนกัน
ก็เรียกว่า​ “อี” เรียกแม่นั่นน่ะ​

พราหมณ์เขาบอกมีวิธีสุดท้าย พอตกกลางคืนเขาก็พาไปแม่น้ำชีพอไปถึงเขาก็ทำพิธีสวดอะไรเรียบร้อยตามภาษาพราหมณ์ เสร็จแล้วเขาเข้ามาจับสี่คนหามหมุน​ ๆ​ หมุนเสร็จแล้วเขาก็ปล่อยไหลไปตามแม่น้ำชี​ แต่ก่อนเขาจะปล่อย​ เขาก็เอาคนไปดักตามจุดต่าง​ ๆ​ เป็นช่วง​ ๆ​ ไปประมาณ ๓-๔​ กม. แล้วก็มีเกาะอยู่เกาะหนึ่งเขาคิดว่า​ เราจะไปติดไม้ที่เขาดักเอาไว้แน่นอน

ที่นี้มันเกิดมีฝนห่าใหญ่ขึ้นมา​ ฟ้าก็มืด​ ลมมาแรงมาก​ ๆ​ ในตกอย่างแรง​ โอ้ยแม่​ แม่ไม่สงสารเราหรอ​ จะปล่อยเราฝนก็มืดมา​ คลื่นก็แรง​ ที่นี้มันไม่ไหลค่อยแล้ว​ ฝนลงหนักเม็ดใหญ่​ ไหลจนไปเจอน้ำวน​ คนอีสานเขาเรียก​ น้ำหมุนตาไก่​ ปุด​ ๆ​ ๆ​ เอ้า ๆ​ พอฟ้าแลบพรึบ​ ๆ​ โอ๊ย​ มันไม่มีใครดึงเราเลยจะร้องเรียกใครก็ไม่ได้​ แม่ไม่รักเราหรอ​ พ่อไม่รักเราหรอ​ ฝนตกหนักขึ้นเรื่อย​ ๆ​ ปรากฏน้ำหมุนติ้วลงไปเลย​ ไม่รู้กี่รอบ​ ดับเงียบ​ เงียบกริบ

พอลืมตาขึ้นมานี่ มองไปทางซ้ายทางขวา มองไปรอบ​ ๆ มีแต่คนสวย​ ๆ​ งาม​ ๆ​ ทั้งนั้นที่เข้ามาอยู่ ส่วนที่อยู่รอบตัว งูทั้งนั้น​ งูตัวใหญ่​ ๆ​ ใหญ่กว่าต้นเสานี้ ตัวเท่าต้นมะพร้าวเป็นร้อย​ ๆ​ ตัวอยู่ในนั้น​ ทีนี้รู้สึกหิวน้ำ​ เขาก็พาไปกินน้ำ​ และพาไปดูสถานที่เขาไหว้พระสวดมนต์​ เขาก็พาไปเที่ยวดู มันเป็นคล้ายใต้ดิน อาตมาคิดว่าคงเป็นใต้แม่น้ำชีนั่นแหละ บ้างก็เป็นถ้ำ แต่ว่ามันแปลกอยู่อย่าง มันสว่าง ก็ไม่สว่างมากแต่มองไม่เห็นตะวัน ก็อยู่กะเขาอย่างนั้นหล่ะ​แล้วเขาก็พูดว่า​ บ่าวน้อย​ เจ้าอายุยังไม่ถึงที่ตายนะ เดี๋ยวพวกพี่​ ๆ​ จะไปส่ง

เขาก็ไปส่งที่เกาะ แล้วก็เจอตาผ้าขาวคนหนึ่ง หนวดยาวขาว​ ผมนี่ขาว​ ใส่ชุดขาว​ แกก็พาไปกินข้าว​ ไปอาบน้ำ​ ๒​ วันต่อมา​ ญาติพี่น้องเขาก็มาหา ได้ยินที่แม่เรียก ลูกเอ๊ยลูก​ ลูกตายแล้วยังหนอ​ ลูกกลับมาหาให้แม่เห็นหน้าอีกสักครั้ง ลูกเอ๋ยลูก แม่ก็ร้องไห้​ หัวอกของแม่นะ​ เพราะว่าหาแล้วหาทั้งวันไม่เจอหากันอยู่ตั้ง ๒-๓ วันก็ไม่เจอ
ที่นี้ ตาผ้าขาวแกก็บอกว่า ถ้าเขาถามถึง​ แม้จะจำได้ก็ตามอย่าไปพูด ให้พูดว่าพ่อ ให้พูดว่าแม่เหมือนเดิมนะ
“ครับ จำได้” พอมีคนมาเรียก เอาเรือไปรับ ตาผ้าขาวนั่นก็มาส่งมาส่งถึงบ้าน​ เสร็จก็หายไปเลย ตาผ้าขาวนั่นก็หายไปเลย​ นี่คือเรื่องระลึกชาติได้ตอน​ ๓​ ขวบ​ แล้วโดนเอาไปถ่วงน้ำให้ลืม​ จนไปฟื้นใต้แม่น้ำชี

หลวงปู่ขาวพาให้นั่งภาวนาจิตสงบตอน ๕ ขวบ
ตอนอายุ ๕ ขวบ คุณยายเป็นคนจำศีล อย่างในพรรษานี่ ยายศรัทธาหลวงปู่ขาว​ อนาลโย, หลวงปู่ฝั้น​ อาจาโร ก็เลยพาไปวัดหลวง​ปู่​ขาว​ ถ้ำกลองเพล จากอำเภอเสลภูมิ ไปวัดถ้ำกลองเพลนี่ ๒ วัน ๒​ คืน ในสมัยนั้น พอไปถึง ยายก็ไปสมาทานศีล ๘ อาตมาตอนนั้นเป็นเด็กน้อย อายุ ๕ ขวบ ก็ไปอยู่กับพระ
ตอนเช้า หลวงปู่ขาว​ ท่านไปบิณฑบาต ปรากฏว่าท่านถือถุงเงาะกับทุเรียนมาเต็มถุงเลยวันนั้น เดินเข้ามาพอดีกับอาตมา ก็ไปรับกับเณร ๒ รูป หลวงปู่ขาวถามว่า​ ถือไหวไหม “ไหวครับ”
มันชอบอยู่แล้วเงาะนั่นน่ะ ไอ้เราก็เคยกิน มันเหลือจากในบาตร เวลามีงานวันพระวันอะไรนี่เหลือลูก ๒ ลูก โอ้ทำไมมันอร่อยแท้ เปลือกมันก็ห้อมหอม เพราะมันมีน้อยเนอะ เณรเก็บไว้ให้ หลวงตาก็เก็บไว้ให้
พอมาถึงศาลา กราบเสร็จเรียบร้อย ถวายอย่างมือนี้แหละ ถวายแต่หัวแถว ยาวไปสุดเรียบร้อย เพิ่นก็เอาถุงเงาะนั่นวางไว้ในฝาบาตร เพิ่นก็เรียกมานั่งใกล้​ ๆ​
อยากได้ไหมนี่ “อยากได้ครับ”
อยากได้ต้องหาอะไรมาแลกเอา​ “เอาครับ”
ให้นั่งภาวนาเอา ถ้านั่งภาวนาตามที่หลวงปู่บอกนี่
หลวงปู่ให้หมดถุงนี่เลย เอ้านั่งภาวนาก็เอา
ให้ภาวนาว่า อย่างไรหลวงปู่​ “บักเงาะ”
พบพระอรหันต์บักเงาะ เพิ่นไม่ได้ว่าพุทโธนะ หลวงปู่ขาวไม่ได้สอนพุทโธนะ แต่ว่าสอนลูกศิษย์ท่านนะใช่ แต่สอนอาตมา “บักเงาะๆ ๆ” ไม่ได้ว่าพุทโธ
หลวงปู่ขาวสอนว่า “บักเงาะ” เอาขาขวาทับขาซ้าย มือขวาทับมือซ้าย ตั้งกายตรง เอาจิตมาไว้ที่หน้าอก แล้วพูดว่า บักเงาะ ๆ ๆ ค่อย ๆ ที่แรกเราก็บักเงาะ ๆ ๆ แล้วก็เหลือบตาดูบักเงาะ แล้วก็บักเงาะๆๆ เหลือบดูอีก บักเงาะ ๓ ครั้ง จิตดับพรึบไปเลย เงียบ สว่างโร่

โอ้โห! อัศจรรย์อย่างยิ่ง​ นี่​ ๕ ขวบนะ สว่างโร่ เงียบ ไม่รู้อยู่ที่ไหนว่ะ โอ้โห! สบาย จังเลย เอ๊ะสวรรค์หรือเปล่า แต่ถ้าสวรรค์ ไม่ใช่ มันไม่มีใครเลย มองไม่เห็นใคร มันมีความรู้สึกคล้าย​ ๆ ที่เราอยู่บนเครื่องบิน ที่บินอยู่เหนือเมฆ ที่บินจากสนามบินดอนเมืองมาบ้านหนองมนนี่ มองไปมันขาว​ ๆ​ เน้อ เหมือนอยู่บนปุยเมฆ อยู่คนเดียว แต่ความรู้สึกเย็นสบายแป๊บเดียวเสียงระฆังดังเป็ง​ ๆ​ ๆ ดังขึ้น​ ๆ โอ้เพิ่นตีระฆังแล้ว หลวงปู่ขาวคงฉันเสร็จแล้วละมั้ง เอ้อเริ่มหิวแล้ว ก็ลืมตาขึ้นมาปั๊บ อ้าวบักเงาะอยู่เหมือนเดิม แต่มันมาตั้งอยู่ข้างหน้านี้แล้วน่ะ พอหันมาทางขวา เอ้าหลวงปู่ขาวยังนั่งเฝ้าอยู่เลย หลวงปู่ขาวไปไหนไม่ได้ เพราะในระหว่างนั้นคิดว่าคนจะมาจับตัวไม่ได้ โอ้ยแต่ก่อน น่ารักนะ รูปหล่อกว่านี้เยอะ ขาว ลืมตาขึ้นมา อ้าว! เอาขาออกไม่ได้แหละนี่ หลวงปู่ขามันติดกันละนี่ หลวงปู่ก็เลยบอกว่าเดี๋ยวลืมตาก่อนแล้วก็ค่อย​ ๆ เอาแขนออก แขนไม่เป็นไร สบายมาก แต่ขาเอาออกไม่ได้ ตายแล้วจะทำอย่างไร หลวงปู่จะทำอย่างไร ครูบาเพ็ง​ ๆ (หมายถึง​หลวง​ปู่​บุญ​เพ็ง​ เขมาภิรโต)​จำได้สมัยนั้น มานี่ ๆ ไปเอาผ้าเช็ดตัวหลวงพ่อมาทีผืนเก่า ๆ แล้วก็เทน้ำร้อนใส่​ แล้วก็มาปิดนี่ นี่ปิดนี่ พอปิดปั๊บหลวงปู่ท่านก็บอกว่า เอ้าทำใจให้สบาย ทำใจให้เหมือนตอนที่เป็นเมื่อกี้นี้ โอ้จะทำได้บ๊อ มันร้อน บักเงาะจั๋นใดก็ร้อนเหมือนเดิม ร้อน​ ๆ ก็ดีดขาออกไปละเน้อ ดีดขาออกไปเต็มที่เพราะร้อนเน้อ ออกไปมันเหยียดออกไป เพิ่นบอกให้บีบเจ้าของ เพิ่นก็เลยบีบ ก็เลยเรียกยายมา ยายก็มานั่งเฝ้าอยู่นี่ ยายก็ไม่พูดอะไร เพราะยายมาจำศีล ในพรรษายายไปตลอดเลย

เอาละตอนนั้นอยู่กับหลวงปู่ขาววัดถ้ำกลองเพล สมัยนั้นยังเป็นหญ้าคาอยู่เลย ๕ ขวบ ที่นี้ก่อนจะกลับมาที่จังหวัดร้อยเอ็ด ก็ได้ยินหลวงปู่ขาวบอกว่า ยายอย่าพาเด็กคนนี้นั่งภาวนานะ ให้ยายพาไหว้พระสวดมนต์​แล้วก็ให้มันไป เอ๊ะทำไมไม่ให้เรานั่งภาวนา

แต่ยายทำไมนั่งเฉย มันก็แปลกอย่างหนึ่ง พอยายนั่ง​ เรามองยาย เอ้ ยาย นั่งทำอะไร ทำไมยายคิดถึงแต่ทุ่งนาทุ่งหญ้า อ้าแปลกนะ มองยายไม่เหมือนเราเลย เรา โน่นไปอยู่สวรรค์ ยายนั่งแบบนี้จะได้อะไร
ยาย​ ๆ นั่ง ยายไปคิดถึงวัว​ คิดถึงควายทำไม
มึงรู้ได้อย่างไร อ้าวไม่รู้แล้ว เรานั่งอยู่ข้างหลังนี่แหละเน้อ นั่งอยู่ข้างหลังไม่รู้นี่ใช้ไม่ได้นะ แสดงว่าพวกข้างหลังนี่ต้องรู้เหมือนกันนะนี่ ไม่รู้ไม่ได้ ก็เรานั่งข้างหลังนี่ นั่งไปมองเพ่งไปที่ยายปึ๊บละนี่ มันรู้เลยว่ายายคิดอะไร
แต่วันไหนยายแกจิตสงบพุทโธ ไม่สนใคร จะเป็นอย่างไรช่างหัวมัน เป็ดจะเป็นอย่างไรช่างหัวมัน
บางทีโอ้ย ใครไปเลี้ยงเป็ดแล้วยัง ใครเอาเป็ดเข้าเล้าหรือยัง ยายนั่ง​ ยายว่าพุทโธ พุทโธอย่างไร โน่นเห็นยายไปอยู่กับเป็ด นั่นคือจิตของยายไปไล่เป็ด โน่นไปอยู่ตามทุ่งนา ถ้ามันเป็นอย่างนั้น อันนี้อาตมาเป็นเอง เป็นบ้าหรือเปล่าอย่าเพิ่งเชื่อนะ ๕ ขวบผ่านไป เจ้าของพูดนิดเดียวเราก็ไปเรื่อย​ ๆ​ (หมายเหตุ​ เรื่อง​นี้เป็น​เรื่อง​เดียวกับที่ท่านพระอาจารย์​ฟิลลิป​ ญาณธัมโม​ เล่าเรื่อง​ “หมากเงาะ เด็ก​ ๕​ ขวบภาวนาหมากเงาะกับหลวงปู่ขาว” เจ้าของเรื่องหมากเงาะนั้นก็คือ​ หลวงพ่อบุญ​เดช​ นั่นเองครับ)

ท่านพระอาจารย์บุญเดช​ อุปสมบท ณ​ วัดเขาสุกิม​ อ.ท่าใหม่​ จ.จันทบุรี​ เมื่อวันที่ ๗ มกราคม พ.ศ.๒๕๒๙​ โดยมี พระศรีสุทธินายก​ เป็นพระอุปัชฌาย์ พระอธิการบุญ​ สิริปุณโณ เป็นพระกรรมวาจาจารย์​ ได้รับฉายาว่า “ญาณเตโช” เมื่อบวชแล้ว ก็ศึกษาธรรมอยู่กับหลวงปู่สมชาย​ ฐิตวิริโย​, หลวง​พ่อ​พุธ​ ฐานิโย​ ได้ออกเที่ยววิเวกธุดงค์ท่องถิ่นธรรม มาทางเขตภูวัว ภูลังกา และได้เข้าไปศึกษาธรรมกับ หลวงปู่คำตัน​ ฐิตธัมโม​ จากนั้นจึงมาสร้างวัดอยู่ที่วัดถ้ำแสงธรรม(ภูลังกา)​ ต.โพธิ์หมากแข้ง อ.บึงโขงหลง​ จ.หนองคาย​ (ปัจจุบัน​เปลี่ยน​มา​เป็น​ จ.บึงกาฬ)​

ปี​ ๒๕๕๔​ ตอนหลวงพ่อบุญเดช อาพาธหนัก อาเจียนมาเป็นเลือด หมอพยายามให้เลือดท่าน แต่ท่านไม่ยอมรับ จนท่านสลบไป ท่านเล่าว่า.. ท่านตื่นขึ้นมา ท่านนอนอยู่บนฝ่ามือ หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต ซึ่งมีร่างกายใหญ่โตมาก แล้วก้มลงมามองที่ท่าน แล้วจากนั้นหลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน ก็เดินมามองอยู่ บอกว่ายังหนุ่มอยู่กลับไปกลับไป จากนั้นก็มีตาผ้าขาว ที่ติดตามหลวงตามหาบัวอยู่ ได้มาในร่างทิพย์ เอายามาวางไว้ที่หน้าอกท่านที่โรงพยาบาล ยานั้นซึมผ่านร่างกายท่านไปเองเลย พอตื่นขึ้นมาอาการท่านก็ดีขึ้น จนหายจากโรค (ผมจำไม่ได้ว่าท่านเป็นโรคอะไรตอนนั้น แต่ผิวท่านคล้ำมาก​ ๆ​ ช่วงที่อาพาธอยู่/แอดมินท่องถิ่น​ธรรม​) หมอที่โรงพยาบาล แปลกใจไปตาม​ ๆ​ กัน ปรากฏว่าไม่ต้องรักษา กลับวัดได้

พ่อแม่​ครู​อาจารย์​ที่ หลวง​พ่อ​บุญเดช ท่านให้ความเคารพมาก​ คือ​ หลวง​ตามหา​บัว​ ญาณ​ส​ัมปันโน​ ท่านเคยได้ร่วมถวายทองคำกับหลวงตามหาบัว​ ในโครงการช่วยชาติ​เข้าคลังหลวง รวมเป็น​เงินประมาณ ๑๐ ล้านบาท​ ทองคำ​ ๑๙​ กิโลกรัม​ และอีกรูปคือ​ หลวงพ่อสายทอง​ เตชธั​มโม​ วัดป่า​ห้วยกุ่ม​ จ.ชัยภูมิ​ ที่ท่านว่าเป็นพี่ชายในอดีตชาติ​ และเคยเป็นกลุ่มฤาษี​ดาบส​ ๕๐๐​ ตนในสมัยพุทธกาล​ ที่ตั้งใจไปกราบฟังธรรมพระพุทธเจ้า​ แต่พระพุทธองค์เสด็จดับขันปรินิพพานไปเสียก่อน

พระอาจารย์บุญเดช ญาณเตโช วัดถ้ำแสงธรรม ต.โพธิ์หมากแข้ง อ.บึงโขงหลง จ.บึงกาฬ
พระอาจารย์บุญเดช ญาณเตโช วัดถ้ำแสงธรรม ต.โพธิ์หมากแข้ง อ.บึงโขงหลง จ.บึงกาฬ

ปัจจุบัน พระอาจารย์บุญเดช ญาณเตโช ดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาส ณ วัดถ้ำแสงธรรม (ภูลังกา) จังหวัดบึงกาฬ

ขอขอบคุณข้อมูลจากเพจ : ท่องถิ่นธรรม พระกัมมัฏฐาน