Customize Consent Preferences

We use cookies to help you navigate efficiently and perform certain functions. You will find detailed information about all cookies under each consent category below.

The cookies that are categorized as "Necessary" are stored on your browser as they are essential for enabling the basic functionalities of the site. ... 

Always Active

Necessary cookies are required to enable the basic features of this site, such as providing secure log-in or adjusting your consent preferences. These cookies do not store any personally identifiable data.

No cookies to display.

Functional cookies help perform certain functionalities like sharing the content of the website on social media platforms, collecting feedback, and other third-party features.

No cookies to display.

Analytical cookies are used to understand how visitors interact with the website. These cookies help provide information on metrics such as the number of visitors, bounce rate, traffic source, etc.

No cookies to display.

Performance cookies are used to understand and analyze the key performance indexes of the website which helps in delivering a better user experience for the visitors.

No cookies to display.

Advertisement cookies are used to provide visitors with customized advertisements based on the pages you visited previously and to analyze the effectiveness of the ad campaigns.

No cookies to display.

วันศุกร์, 4 เมษายน 2568

พระอาจารย์บุญเดช ญาณเตโช วัดถ้ำแสงธรรม (ภูลังกา) อ.บึงโขงหลง จ.บึงกาฬ

ประวัติและปฏิปทา
พระอาจารย์บุญเดช ญาณเตโช

วัดถ้ำแสงธรรม (ภูลังกา)
ต.โพธิ์หมากแข้ง อ.บึงโขงหลง จ.บึงกาฬ

พระอาจารย์บุญเดช ญาณเตโช วัดถ้ำแสงธรรม ต.โพธิ์หมากแข้ง อ.บึงโขงหลง จ.บึงกาฬ
พระอาจารย์บุญเดช ญาณเตโช วัดถ้ำแสงธรรม ต.โพธิ์หมากแข้ง อ.บึงโขงหลง จ.บึงกาฬ

พระอาจารย์บุญเดช ญาณเตโช​ กำเนิดในสกุล​” ภาโนมัย” เมื่อวันที่ ๒๙ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๐๗ (มีวันคล้ายวันเกิดเพียงครั้งเดียว ในช่วง ๔ ปี) ท่านเกิดเวลาเที่ยงคืน วันอังคาร ขึ้น ๗ ค่ำ เดือน ๕ ปีมะโรง โยมบิดาชื่อ นายทอง ภาโนมัย โยมมารดาชื่อ นางทองสุข ภาโนมัย มียายชื่อ กอง ท่านเป็นบุตรคนโต มีน้อง ๒ คน ตามลำดับ ดังนี้
๑. พระอาจารย์บุญเดช ญาณเตโช
๒. พระไพบูลย์ วาระธัมโม
๓. นางละไม​ ภาโนมัย (สกุลเดิม ปัจจุบัน แต่งงานแล้ว อยู่ต่างประเทศ)

พระอาจารย์บุญเดช ญาณเตโช ท่านเกิด ณ บ้านน้ำเที่ยง อำเภอเสลภูมิ จังหวัดร้อยเอ็ด ในตระกูลของผู้ประกอบอาชีพเกษตรกรรม ปลูกพืชต่าง​ ๆ ทำนา ทำสวน เลี้ยงเป็ด ไก่ วัว ควาย โดยยึดการทำนาเป็นอาชีพหลักเหมือน​ ๆ กับผู้อื่นในละแวกบ้านนั้น ความที่ท่านเป็นบุตรคนแรกของครอบครัว จึงเป็นที่รักใคร่ ชื่นชมยินดีของบิดา มารดาและพวกญาติ​ ๆ ท่านได้รับความอบอุ่น ความรัก ความเอาใจใส่ในการเลี้ยงดูอย่างใกล้ชิดทั้งจากบิดามารดา และคุณยายกองผู้คอยอบรมดูแลมาจนท่านเติบใหญ่

ระลึกชาติได้ตอน ๓ ขวบ ถูกจับถ่วงน้ำ
ตอนอายุ ๓ ขวบ ระลึกชาติได้ ว่าพ่อในชาตินี้ เคยเป็น เพื่อนนักรบถือดาบกันมา ในชาติก่อน จึงไม่ได้เรียกพ่อว่าพ่อ แต่เรียกชื่ออย่างสนิทว่า “ไอ้ทอง” สัญญาอันเก่ามันติดตัวมาในชาตินี้​ ที่นี้ เรียกพ่ออย่างสนิทเป็นเพื่อนอย่างนั้น นานวันเข้า ทางบ้านจึงไปปรึกษา หมอพราหมณ์ ในหมู่บ้านคนอีสานเรียก พราหมณ์​กะจ้ำ
เขาว่า​ โอ้คนอัปรีย์จัญไรแบบนี้ บ่ได้​ ต้องทำให้มันลืม ต้องทำให้มันเรียกพ่อ โอ้​ หาว่าเราเป็นคนอัปรีย์จัญไร​ แต่เราก็ไม่รู้​ ประมาณกลางเดือน ๗​ น้ำกำลังมาก ตอนนั้นอาตมา 3 ขวบ พราหมณ์​กะจ้ำบอกว่า​ วิธีการทำง่าย​ ๆ​ ก็คือทำเป็นแพ​ โดยเอาต้นกล้วยมาต่อ​ ๆ​ กันแล้วก็เอาธงปัก ๔ ทิศ​ เอาข้าวดำ​ ข้าวแดง​ ข้าวเหลือง​ ข้าวอะไรก็เรื่องของเขา​ แล้วก็เอาไปหมุนไปจับหมุน​ ๆ​ ถามว่าพ่อยอมไหม​ แม่ยอมไหม​ ญาติพี่น้องยอมไหม​ เขาก็บอกว่ายอมหมด​
ทีนี้เขาถามว่าจำได้แล้วหรือยังว่านี่ใคร​ “ไอ้ทอง”
จำคนนี้ได้ไหมเขาชี้ที่แม่ เฮ้ยนี่มันเพื่อนกัน
ก็เรียกว่า​ “อี” เรียกแม่นั่นน่ะ​

พราหมณ์เขาบอกมีวิธีสุดท้าย พอตกกลางคืนเขาก็พาไปแม่น้ำชีพอไปถึงเขาก็ทำพิธีสวดอะไรเรียบร้อยตามภาษาพราหมณ์ เสร็จแล้วเขาเข้ามาจับสี่คนหามหมุน​ ๆ​ หมุนเสร็จแล้วเขาก็ปล่อยไหลไปตามแม่น้ำชี​ แต่ก่อนเขาจะปล่อย​ เขาก็เอาคนไปดักตามจุดต่าง​ ๆ​ เป็นช่วง​ ๆ​ ไปประมาณ ๓-๔​ กม. แล้วก็มีเกาะอยู่เกาะหนึ่งเขาคิดว่า​ เราจะไปติดไม้ที่เขาดักเอาไว้แน่นอน

ที่นี้มันเกิดมีฝนห่าใหญ่ขึ้นมา​ ฟ้าก็มืด​ ลมมาแรงมาก​ ๆ​ ในตกอย่างแรง​ โอ้ยแม่​ แม่ไม่สงสารเราหรอ​ จะปล่อยเราฝนก็มืดมา​ คลื่นก็แรง​ ที่นี้มันไม่ไหลค่อยแล้ว​ ฝนลงหนักเม็ดใหญ่​ ไหลจนไปเจอน้ำวน​ คนอีสานเขาเรียก​ น้ำหมุนตาไก่​ ปุด​ ๆ​ ๆ​ เอ้า ๆ​ พอฟ้าแลบพรึบ​ ๆ​ โอ๊ย​ มันไม่มีใครดึงเราเลยจะร้องเรียกใครก็ไม่ได้​ แม่ไม่รักเราหรอ​ พ่อไม่รักเราหรอ​ ฝนตกหนักขึ้นเรื่อย​ ๆ​ ปรากฏน้ำหมุนติ้วลงไปเลย​ ไม่รู้กี่รอบ​ ดับเงียบ​ เงียบกริบ

พอลืมตาขึ้นมานี่ มองไปทางซ้ายทางขวา มองไปรอบ​ ๆ มีแต่คนสวย​ ๆ​ งาม​ ๆ​ ทั้งนั้นที่เข้ามาอยู่ ส่วนที่อยู่รอบตัว งูทั้งนั้น​ งูตัวใหญ่​ ๆ​ ใหญ่กว่าต้นเสานี้ ตัวเท่าต้นมะพร้าวเป็นร้อย​ ๆ​ ตัวอยู่ในนั้น​ ทีนี้รู้สึกหิวน้ำ​ เขาก็พาไปกินน้ำ​ และพาไปดูสถานที่เขาไหว้พระสวดมนต์​ เขาก็พาไปเที่ยวดู มันเป็นคล้ายใต้ดิน อาตมาคิดว่าคงเป็นใต้แม่น้ำชีนั่นแหละ บ้างก็เป็นถ้ำ แต่ว่ามันแปลกอยู่อย่าง มันสว่าง ก็ไม่สว่างมากแต่มองไม่เห็นตะวัน ก็อยู่กะเขาอย่างนั้นหล่ะ​แล้วเขาก็พูดว่า​ บ่าวน้อย​ เจ้าอายุยังไม่ถึงที่ตายนะ เดี๋ยวพวกพี่​ ๆ​ จะไปส่ง

เขาก็ไปส่งที่เกาะ แล้วก็เจอตาผ้าขาวคนหนึ่ง หนวดยาวขาว​ ผมนี่ขาว​ ใส่ชุดขาว​ แกก็พาไปกินข้าว​ ไปอาบน้ำ​ ๒​ วันต่อมา​ ญาติพี่น้องเขาก็มาหา ได้ยินที่แม่เรียก ลูกเอ๊ยลูก​ ลูกตายแล้วยังหนอ​ ลูกกลับมาหาให้แม่เห็นหน้าอีกสักครั้ง ลูกเอ๋ยลูก แม่ก็ร้องไห้​ หัวอกของแม่นะ​ เพราะว่าหาแล้วหาทั้งวันไม่เจอหากันอยู่ตั้ง ๒-๓ วันก็ไม่เจอ
ที่นี้ ตาผ้าขาวแกก็บอกว่า ถ้าเขาถามถึง​ แม้จะจำได้ก็ตามอย่าไปพูด ให้พูดว่าพ่อ ให้พูดว่าแม่เหมือนเดิมนะ
“ครับ จำได้” พอมีคนมาเรียก เอาเรือไปรับ ตาผ้าขาวนั่นก็มาส่งมาส่งถึงบ้าน​ เสร็จก็หายไปเลย ตาผ้าขาวนั่นก็หายไปเลย​ นี่คือเรื่องระลึกชาติได้ตอน​ ๓​ ขวบ​ แล้วโดนเอาไปถ่วงน้ำให้ลืม​ จนไปฟื้นใต้แม่น้ำชี

หลวงปู่ขาวพาให้นั่งภาวนาจิตสงบตอน ๕ ขวบ
ตอนอายุ ๕ ขวบ คุณยายเป็นคนจำศีล อย่างในพรรษานี่ ยายศรัทธาหลวงปู่ขาว​ อนาลโย, หลวงปู่ฝั้น​ อาจาโร ก็เลยพาไปวัดหลวง​ปู่​ขาว​ ถ้ำกลองเพล จากอำเภอเสลภูมิ ไปวัดถ้ำกลองเพลนี่ ๒ วัน ๒​ คืน ในสมัยนั้น พอไปถึง ยายก็ไปสมาทานศีล ๘ อาตมาตอนนั้นเป็นเด็กน้อย อายุ ๕ ขวบ ก็ไปอยู่กับพระ
ตอนเช้า หลวงปู่ขาว​ ท่านไปบิณฑบาต ปรากฏว่าท่านถือถุงเงาะกับทุเรียนมาเต็มถุงเลยวันนั้น เดินเข้ามาพอดีกับอาตมา ก็ไปรับกับเณร ๒ รูป หลวงปู่ขาวถามว่า​ ถือไหวไหม “ไหวครับ”
มันชอบอยู่แล้วเงาะนั่นน่ะ ไอ้เราก็เคยกิน มันเหลือจากในบาตร เวลามีงานวันพระวันอะไรนี่เหลือลูก ๒ ลูก โอ้ทำไมมันอร่อยแท้ เปลือกมันก็ห้อมหอม เพราะมันมีน้อยเนอะ เณรเก็บไว้ให้ หลวงตาก็เก็บไว้ให้
พอมาถึงศาลา กราบเสร็จเรียบร้อย ถวายอย่างมือนี้แหละ ถวายแต่หัวแถว ยาวไปสุดเรียบร้อย เพิ่นก็เอาถุงเงาะนั่นวางไว้ในฝาบาตร เพิ่นก็เรียกมานั่งใกล้​ ๆ​
อยากได้ไหมนี่ “อยากได้ครับ”
อยากได้ต้องหาอะไรมาแลกเอา​ “เอาครับ”
ให้นั่งภาวนาเอา ถ้านั่งภาวนาตามที่หลวงปู่บอกนี่
หลวงปู่ให้หมดถุงนี่เลย เอ้านั่งภาวนาก็เอา
ให้ภาวนาว่า อย่างไรหลวงปู่​ “บักเงาะ”
พบพระอรหันต์บักเงาะ เพิ่นไม่ได้ว่าพุทโธนะ หลวงปู่ขาวไม่ได้สอนพุทโธนะ แต่ว่าสอนลูกศิษย์ท่านนะใช่ แต่สอนอาตมา “บักเงาะๆ ๆ” ไม่ได้ว่าพุทโธ
หลวงปู่ขาวสอนว่า “บักเงาะ” เอาขาขวาทับขาซ้าย มือขวาทับมือซ้าย ตั้งกายตรง เอาจิตมาไว้ที่หน้าอก แล้วพูดว่า บักเงาะ ๆ ๆ ค่อย ๆ ที่แรกเราก็บักเงาะ ๆ ๆ แล้วก็เหลือบตาดูบักเงาะ แล้วก็บักเงาะๆๆ เหลือบดูอีก บักเงาะ ๓ ครั้ง จิตดับพรึบไปเลย เงียบ สว่างโร่

โอ้โห! อัศจรรย์อย่างยิ่ง​ นี่​ ๕ ขวบนะ สว่างโร่ เงียบ ไม่รู้อยู่ที่ไหนว่ะ โอ้โห! สบาย จังเลย เอ๊ะสวรรค์หรือเปล่า แต่ถ้าสวรรค์ ไม่ใช่ มันไม่มีใครเลย มองไม่เห็นใคร มันมีความรู้สึกคล้าย​ ๆ ที่เราอยู่บนเครื่องบิน ที่บินอยู่เหนือเมฆ ที่บินจากสนามบินดอนเมืองมาบ้านหนองมนนี่ มองไปมันขาว​ ๆ​ เน้อ เหมือนอยู่บนปุยเมฆ อยู่คนเดียว แต่ความรู้สึกเย็นสบายแป๊บเดียวเสียงระฆังดังเป็ง​ ๆ​ ๆ ดังขึ้น​ ๆ โอ้เพิ่นตีระฆังแล้ว หลวงปู่ขาวคงฉันเสร็จแล้วละมั้ง เอ้อเริ่มหิวแล้ว ก็ลืมตาขึ้นมาปั๊บ อ้าวบักเงาะอยู่เหมือนเดิม แต่มันมาตั้งอยู่ข้างหน้านี้แล้วน่ะ พอหันมาทางขวา เอ้าหลวงปู่ขาวยังนั่งเฝ้าอยู่เลย หลวงปู่ขาวไปไหนไม่ได้ เพราะในระหว่างนั้นคิดว่าคนจะมาจับตัวไม่ได้ โอ้ยแต่ก่อน น่ารักนะ รูปหล่อกว่านี้เยอะ ขาว ลืมตาขึ้นมา อ้าว! เอาขาออกไม่ได้แหละนี่ หลวงปู่ขามันติดกันละนี่ หลวงปู่ก็เลยบอกว่าเดี๋ยวลืมตาก่อนแล้วก็ค่อย​ ๆ เอาแขนออก แขนไม่เป็นไร สบายมาก แต่ขาเอาออกไม่ได้ ตายแล้วจะทำอย่างไร หลวงปู่จะทำอย่างไร ครูบาเพ็ง​ ๆ (หมายถึง​หลวง​ปู่​บุญ​เพ็ง​ เขมาภิรโต)​จำได้สมัยนั้น มานี่ ๆ ไปเอาผ้าเช็ดตัวหลวงพ่อมาทีผืนเก่า ๆ แล้วก็เทน้ำร้อนใส่​ แล้วก็มาปิดนี่ นี่ปิดนี่ พอปิดปั๊บหลวงปู่ท่านก็บอกว่า เอ้าทำใจให้สบาย ทำใจให้เหมือนตอนที่เป็นเมื่อกี้นี้ โอ้จะทำได้บ๊อ มันร้อน บักเงาะจั๋นใดก็ร้อนเหมือนเดิม ร้อน​ ๆ ก็ดีดขาออกไปละเน้อ ดีดขาออกไปเต็มที่เพราะร้อนเน้อ ออกไปมันเหยียดออกไป เพิ่นบอกให้บีบเจ้าของ เพิ่นก็เลยบีบ ก็เลยเรียกยายมา ยายก็มานั่งเฝ้าอยู่นี่ ยายก็ไม่พูดอะไร เพราะยายมาจำศีล ในพรรษายายไปตลอดเลย

เอาละตอนนั้นอยู่กับหลวงปู่ขาววัดถ้ำกลองเพล สมัยนั้นยังเป็นหญ้าคาอยู่เลย ๕ ขวบ ที่นี้ก่อนจะกลับมาที่จังหวัดร้อยเอ็ด ก็ได้ยินหลวงปู่ขาวบอกว่า ยายอย่าพาเด็กคนนี้นั่งภาวนานะ ให้ยายพาไหว้พระสวดมนต์​แล้วก็ให้มันไป เอ๊ะทำไมไม่ให้เรานั่งภาวนา

แต่ยายทำไมนั่งเฉย มันก็แปลกอย่างหนึ่ง พอยายนั่ง​ เรามองยาย เอ้ ยาย นั่งทำอะไร ทำไมยายคิดถึงแต่ทุ่งนาทุ่งหญ้า อ้าแปลกนะ มองยายไม่เหมือนเราเลย เรา โน่นไปอยู่สวรรค์ ยายนั่งแบบนี้จะได้อะไร
ยาย​ ๆ นั่ง ยายไปคิดถึงวัว​ คิดถึงควายทำไม
มึงรู้ได้อย่างไร อ้าวไม่รู้แล้ว เรานั่งอยู่ข้างหลังนี่แหละเน้อ นั่งอยู่ข้างหลังไม่รู้นี่ใช้ไม่ได้นะ แสดงว่าพวกข้างหลังนี่ต้องรู้เหมือนกันนะนี่ ไม่รู้ไม่ได้ ก็เรานั่งข้างหลังนี่ นั่งไปมองเพ่งไปที่ยายปึ๊บละนี่ มันรู้เลยว่ายายคิดอะไร
แต่วันไหนยายแกจิตสงบพุทโธ ไม่สนใคร จะเป็นอย่างไรช่างหัวมัน เป็ดจะเป็นอย่างไรช่างหัวมัน
บางทีโอ้ย ใครไปเลี้ยงเป็ดแล้วยัง ใครเอาเป็ดเข้าเล้าหรือยัง ยายนั่ง​ ยายว่าพุทโธ พุทโธอย่างไร โน่นเห็นยายไปอยู่กับเป็ด นั่นคือจิตของยายไปไล่เป็ด โน่นไปอยู่ตามทุ่งนา ถ้ามันเป็นอย่างนั้น อันนี้อาตมาเป็นเอง เป็นบ้าหรือเปล่าอย่าเพิ่งเชื่อนะ ๕ ขวบผ่านไป เจ้าของพูดนิดเดียวเราก็ไปเรื่อย​ ๆ​ (หมายเหตุ​ เรื่อง​นี้เป็น​เรื่อง​เดียวกับที่ท่านพระอาจารย์​ฟิลลิป​ ญาณธัมโม​ เล่าเรื่อง​ “หมากเงาะ เด็ก​ ๕​ ขวบภาวนาหมากเงาะกับหลวงปู่ขาว” เจ้าของเรื่องหมากเงาะนั้นก็คือ​ หลวงพ่อบุญ​เดช​ นั่นเองครับ)

ท่านพระอาจารย์บุญเดช​ อุปสมบท ณ​ วัดเขาสุกิม​ อ.ท่าใหม่​ จ.จันทบุรี​ เมื่อวันที่ ๗ มกราคม พ.ศ.๒๕๒๙​ โดยมี พระศรีสุทธินายก​ เป็นพระอุปัชฌาย์ พระอธิการบุญ​ สิริปุณโณ เป็นพระกรรมวาจาจารย์​ ได้รับฉายาว่า “ญาณเตโช” เมื่อบวชแล้ว ก็ศึกษาธรรมอยู่กับหลวงปู่สมชาย​ ฐิตวิริโย​, หลวง​พ่อ​พุธ​ ฐานิโย​ ได้ออกเที่ยววิเวกธุดงค์ท่องถิ่นธรรม มาทางเขตภูวัว ภูลังกา และได้เข้าไปศึกษาธรรมกับ หลวงปู่คำตัน​ ฐิตธัมโม​ จากนั้นจึงมาสร้างวัดอยู่ที่วัดถ้ำแสงธรรม(ภูลังกา)​ ต.โพธิ์หมากแข้ง อ.บึงโขงหลง​ จ.หนองคาย​ (ปัจจุบัน​เปลี่ยน​มา​เป็น​ จ.บึงกาฬ)​

ปี​ ๒๕๕๔​ ตอนหลวงพ่อบุญเดช อาพาธหนัก อาเจียนมาเป็นเลือด หมอพยายามให้เลือดท่าน แต่ท่านไม่ยอมรับ จนท่านสลบไป ท่านเล่าว่า.. ท่านตื่นขึ้นมา ท่านนอนอยู่บนฝ่ามือ หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต ซึ่งมีร่างกายใหญ่โตมาก แล้วก้มลงมามองที่ท่าน แล้วจากนั้นหลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน ก็เดินมามองอยู่ บอกว่ายังหนุ่มอยู่กลับไปกลับไป จากนั้นก็มีตาผ้าขาว ที่ติดตามหลวงตามหาบัวอยู่ ได้มาในร่างทิพย์ เอายามาวางไว้ที่หน้าอกท่านที่โรงพยาบาล ยานั้นซึมผ่านร่างกายท่านไปเองเลย พอตื่นขึ้นมาอาการท่านก็ดีขึ้น จนหายจากโรค (ผมจำไม่ได้ว่าท่านเป็นโรคอะไรตอนนั้น แต่ผิวท่านคล้ำมาก​ ๆ​ ช่วงที่อาพาธอยู่/แอดมินท่องถิ่น​ธรรม​) หมอที่โรงพยาบาล แปลกใจไปตาม​ ๆ​ กัน ปรากฏว่าไม่ต้องรักษา กลับวัดได้

พ่อแม่​ครู​อาจารย์​ที่ หลวง​พ่อ​บุญเดช ท่านให้ความเคารพมาก​ คือ​ หลวง​ตามหา​บัว​ ญาณ​ส​ัมปันโน​ ท่านเคยได้ร่วมถวายทองคำกับหลวงตามหาบัว​ ในโครงการช่วยชาติ​เข้าคลังหลวง รวมเป็น​เงินประมาณ ๑๐ ล้านบาท​ ทองคำ​ ๑๙​ กิโลกรัม​ และอีกรูปคือ​ หลวงพ่อสายทอง​ เตชธั​มโม​ วัดป่า​ห้วยกุ่ม​ จ.ชัยภูมิ​ ที่ท่านว่าเป็นพี่ชายในอดีตชาติ​ และเคยเป็นกลุ่มฤาษี​ดาบส​ ๕๐๐​ ตนในสมัยพุทธกาล​ ที่ตั้งใจไปกราบฟังธรรมพระพุทธเจ้า​ แต่พระพุทธองค์เสด็จดับขันปรินิพพานไปเสียก่อน

พระอาจารย์บุญเดช ญาณเตโช วัดถ้ำแสงธรรม ต.โพธิ์หมากแข้ง อ.บึงโขงหลง จ.บึงกาฬ
พระอาจารย์บุญเดช ญาณเตโช วัดถ้ำแสงธรรม ต.โพธิ์หมากแข้ง อ.บึงโขงหลง จ.บึงกาฬ

ปัจจุบัน พระอาจารย์บุญเดช ญาณเตโช ดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาส ณ วัดถ้ำแสงธรรม (ภูลังกา) จังหวัดบึงกาฬ

ขอขอบคุณข้อมูลจากเพจ : ท่องถิ่นธรรม พระกัมมัฏฐาน